คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสำนักพิมพ์สามัญชน ได้จัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ นานาทัศนะ “พัทยา” นวนิยายการเมืองกับสังคมไทย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมทุติยวิเศษ ชั้น 6 อาคาร 36 ปี ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสำนักพิมพ์สามัญชน ได้จัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ นานาทัศนะ “พัทยา” นวนิยายการเมืองกับสังคมไทย โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี (สิงห์สนามหลวง) คุณวชิระ บัวสนธ์ (เวียง) และ รองศาสตราจารย์ ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง (ศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ รุ่นที่ 7) เป็นวิทยากรและผู้ดำเนินการอภิปราย โดยมีคณาจารย์ นักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวประมาณ 100 คน

“พัทยา” คืออะไร

นิยายเรื่อง “พัทยา” ของผู้ใช้นามปากกาว่า “ดาวหาง” เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477-2480 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สุวรรณภูมิ ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่มโดยบริษัทประชาช่าง เมื่อปี พ.ศ. 2494 (เล่มที่ 1) และ พ.ศ. 2495 (เล่มที่ 2) ถือเป็นนิยายการเมืองเรื่องแรกของไทย โดยมีฉากของเรื่องอยู่ที่ “พัทยา” ซึ่งเป็นตำบลสมมติ

ตัวละครหลักคือ “พระไมตรีราชรักษา” ซึ่งเคยเป็นราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น หลังกจากเกษียณอายุราชการ ก็ได้เดินทางกลับไทยโดยแวะเที่ยวมอสโกจนไปพบ “อวง เจ็งยี่” เพื่อนเก่าที่เคยเป็นเศรษฐีในเมืองจีน ซึ่ง อวง เจ็งยี่ต้องหนีออกนอกประเทศหลังการปฏิวัติในจีน โดยพาบุตรสาว คือ “เจ็งท้อ” มาด้วย พระไมตรีราชรักษา สงสารเจ็งท้อจึงรับเธอเป็นบุตรบุญธรรม และนำกลับประเทศไทย มาอยู่ที่ “พัทยา” บ้านของท่าน ซึ่งมีสมภารอู๋ พี่ชายของพระไมตรีราชรักษา และนางสาวหนู น้องสาวเป็นโยมอุปัฏฐาก

การที่นวนิยายเรื่องนี้เปิดฉากที่รัสเซีย ก็เพื่อต้องการเชื่อมโยงถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรป ซึ่งเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีกรรมกรเป็นผู้นำ แล้วมาสู่พัทยาซึ่งเป็นตำบลในชนบทของไทย ที่ได้รับอิทธิพลด้านลัทธิสังคมนิยมจากจีน โดยตัวละครที่เชื่อมโยงในเรื่องนี้คือ “พระมหากลึง กิมสกุล” ซึ่งเป็นพระชาวจีนรูปหนึ่ง ที่มาบวชในวัดที่พัทยา และได้พยายามสอดแทรกลัทธิสังคมนิยมไว้ในคำสอนของตน แต่ไม่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากคนไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยที่มีความยึดมั่นในพุทธศาสนาและวัฒนธรรม ทำให้การเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นไปได้ยาก

นอกจากนั้น เจ็งท้อ หรือ นางสาวมาลี บุตรบุญธรรมของพระไมตรีราชรักษา ยังถือได้ว่าเป็น “หญิงเก่งและแกร่ง” ที่ได้ใช้ปฏิภาณไหวพริบและการวางแผนอย่างแยบยลจนสามารถกำจัดพระมหากลึง กิมสกุล ไปจากวัดแห่งนั้นได้

ในช่วงเวลาที่ดาวหางเขียน “พัทยา” นั้นเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความคิดทางการเมืองและสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง การที่ดาวหางเลือกเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในสังคมไทยจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางความคิดในยุคนั้น แต่เนื่องจากนวนิยายเรื่องนี้ไม่เคยตีพิมพ์ซ้ำอีกเลยหลังจากการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2477 และต้นฉบับก็แทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ดังนั้น สำนักพิมพ์สามัญชน จึงนำมาตีพิมพ์ใหม่เพื่ออนุรักษ์งานเขียนที่มีความสำคัญต่อการศึกษาพัฒนาการของวรรณกรรมไทยโดยเฉพาะวรรณกรรมการเมือง รวมถึงวรรณกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ

อ่าน “พัทยา” ตามหา “ดาวหาง”

คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เจ้าของนามปากกา “สิงห์ สนามหลวง” และอดีตบรรณาธิการนิตยสารโลกหนังสือ กล่าวว่า วรรณกรรมไทยปัจจุบันน่าจะเริ่มต้นจากการที่สยามเริ่มมีแท่นพิมพ์ ซึ่งนำไปสู่วัฒนธรรมหนังสือและการอ่าน โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่หนังสือพิมพ์ Bangkok Recorder ของหมอบรัดเลย์ ในปี พ.ศ. 2389 ซึ่งเป็นการรายงานข่าวและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ

ส่วนวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้นนั้น มีปัญหาว่าเรื่องสั้นไทยสมัยใหม่เรื่องแรกคืออะไร โดยมักจะอ้างถึงเรื่อง “สนุกนึกนิ์” ของกรมหลวงพิชิตปรีชากร ที่ตีพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ แต่ศาสตราจารย์เจือ สตะเวทิน ซึ่งเป็นบรรณาธิการของสมาคมภาษาและหนังสือ ได้เขียนบทความตีพิมพ์ในนิตยสารบางกอกไดเจสท์ เมื่อ พ.ศ. 2516 กล่าวถึงนิยายเรื่อง “พัทยา” ว่าเป็นนวนิยายการเมืองเรื่องแรกของไทย และเขียนหนังสือชื่อ “ตำราภาษาไทย อุดมศึกษา เล่มที่ 1 ประวัตินวนิยายไทย” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2517 ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ “ดรุโณวาท” ที่ออกมาก่อนหนังสือวชิรญาณวิเศษถึง 10 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส post narrative ของวรรณกรรมไทยปัจจุบันหลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องชายหาปลาทั้งสี่ เป็นต้น

สำหรับนวนิยาย “พัทยา” ที่ศาสตราจารย์เจือ กล่าวว่าเป็นนวนิยายการเมืองเรื่องแรกของไทยนั้น กลับไม่มีผู้ใดทราบว่า “ดาวหาง” เป็นนามปากกาของใคร กระทั่ง รองศาสตราจารย์อิงอร สุพันธุ์วณิช ได้เขียนบทความถึง นวนิยายเรื่องนี้ในหนังสืออักษรศาสตร์พิจารณ์ ซึ่งตีพิมพ์ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยอ้างอิงจากศาสตราจารย์เจือ ว่า ผู้เขียน (ดาวหาง) น่าจะเป็นอดีตนักการทูตคนหนึ่ง เนื่องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ด้านการเมืองและความรู้อื่น ๆ ทั้งวิถีชีวิตชนบทแบบไทย ๆ และโลกภายนอก

คุณสุชาติเล่าเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่ตนเป็นบรรณาธิการนิตยสารโลกหนังสือ การค้นหาต้นฉบับนิยายเรื่อง พัทยา ของ ดาวหาง เป็นภารกิจหนึ่งที่ต้องการรู้ให้กระจ่าง จึงพยายามหาหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน แต่ก็ไม่พบ จนกระทั่งมีผู้เขียนจดหมายมาบอกว่า “ดาวหาง” ไม่ใช่นักการทูต แต่เป็นนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อ รัตน์ ศรีงาม อยู่ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณวชิระ บัวสนธ์ ค้นหาจนพบกับทายาทของคุณรัตน์ ศรีงาม ในที่สุด

คุณวชิระ บัวสนธ์ (เวียง) แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน ได้ขยายความว่า ตนได้ยินชื่อ “พัทยา” ครั้งแรกจากนิตยสารโลกหนังสือที่คุณสุชาติเป็นบรรณาธิการ จึงพยายามตามหาตัวเล่มนิยายจนได้มาในภายหลัง และเมื่อทราบจากคุณสุชาติน่าจะชื่อว่า “รัตน์ ศรีงาม” จึงเริ่มค้นหาจนได้พบทั้งภาพถ่ายและข้อมูลของ รัตน์ ศรีงาม ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ยุวพุทธิกสมาคมชลบุรี เขาเป็นเพียงนักธุรกิจที่มีกิจการอยู่ในจังหวัดชลบุรี ไม่เคยมีอาชีพด้านการทูตหรือการเมือง ไม่เคยใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นระยะเวลานาน แต่มีนิสัยรักการศึกษา ชอบอ่านเรื่องราวความรู้ต่าง ๆ จากหนังสือและนิตยสารทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศอยู่เป็นประจำ

รองศาสตราจารย์ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง อภิปรายถึงความยากลำบากในการค้นหาและศึกษางานเขียนในอดีต โดยเปรียบเทียบกับปัจจุบันที่ยังคงมีความท้าทายในการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของวรรณกรรม

นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างนวนิยายเรื่อง “พณฯ นายกรัฐมนตรี สุธิสา แสวงเดือน” ของ ยอดธง ทับทิวไม้ (นามปากกาของ คุณวัชระ เวทยธีรางค์) ที่เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2521 ตีพิมพ์ในนิตยสาร ดิฉัน ฉบับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2521 – 15 มีนาคม พ.ศ. 2522 ในยุคที่นายธานินทร์ กรัยวิเชียร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นวนิยายเรื่องนี้ยังไม่มีการพิมพ์รวมเล่มแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากบริบททางสังคมในช่วงเวลาที่นิยายเรื่องพัทยา ของ ดาวหาง เขียนขึ้น (พ.ศ. 2477-2480) ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จึงเห็นได้ว่าดาวหางเลือกที่จะไม่เขียนเรื่องที่อิงกับการเมืองไทยโดยตรง แต่เลือกที่จะเขียนเกี่ยวกับการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในยุคนั้น และการที่ดาวหางเลือกฉากพัทยาเป็นสถานที่ดำเนินเรื่องนั้น เพราะพัทยาเป็นสังคมชนบทที่ผู้เขียนต้องการให้เรื่องราวทางการเมืองเกิดขึ้นในชนบทมากกว่าสังคมเมือง

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ทวีศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงข้อเขียนของศาสตราจารย์เจือ สตเวทิน ที่ยกย่องนิยายเรื่องพัทยา ของ ดาวหาง ว่าเป็นแบบอย่างที่นักเขียนใหม่ควรศึกษา และควรเลิกเขียนเรื่องรักใคร่ตีรันฟันแทง ซ้ำ ๆ ซากๆ ที่ไม่มีสาระ โดยยกข้อเขียนของศาสตราจารย์เจือมาประกอบว่า “นักเขียนใหม่ควรเลิกการเขียนประเภทเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ตีรันฟันแทง แม่ผัวลูกสะใภ้ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนพายเรือในอ่าง ไม่มีลักษณะให้สติปัญญาแก่สังคมประชาธิปไตยเท่าที่ควร พึงเริ่มต้นเขียนนิยายโดยสะสมรวมความรู้ความคิดมาบำรุงสติปัญญาผู้อ่านกันบ้าง จะเป็นการยกระดับสังคมให้สูงขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย อารมณ์กับปากกายังไม่พอสำหรับนวนิยายที่ดี เขียนโดยไม่มีเจตนาให้ความรู้ความคิดนั้นไม่พ้นหลัก “พายเรือในอ่าง” เมื่อไรนวนิยายไทยได้เป็นที่พึ่งทางปัญญาของผู้อ่านได้บ้าง เมื่อนั้นสังคมจะดีขึ้น ฉลาดขึ้น ยุติการเขียนแบบ “พายเรือในอ่าง” มาเป็น “พายเรือชมโลก” ตามแบบ “ดาวหาง” กันบ้าง ไม่ช้านวนิยายไทยก็ต้องทันโลกเป็นแน่”

จาก “พัทยา” สู่ “นานาทรรศนะ” วรรณกรรมไทย

ในช่วงหลังของการเสวนา วิทยากรได้ตอบคำถามและอภิปรายถึงประเด็นต่าง ๆ อย่างหลากหลาย อาทิ

คุณสุชาติ อภิปรายว่า วรรณกรรมการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับบรรยากาศและการเมือง กล่าวคือ วรรณกรรมการเมืองอาจต้องวิพากษ์วิจารณ์ระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น เสรีภาพของนักเขียนยังมีผลต่อโฉมหน้าของวรรณกรรมการเมืองในอนาคต แต่หากไม่มีเสรีภาพที่ชัดเจน วรรณกรรมการเมืองอาจต้องซ่อนอยู่ในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ วรรณกรรมที่ไม่คิดว่าเป็นวรรณกรรมการเมืองก็อาจเป็นการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้ เพราะวรรณกรรมทุกประเภทสามารถมองได้ว่ามีนัยทางการเมืองไม่มากก็น้อย แม้แต่เรื่องเมียหลวงเมียน้อย กรณีวรรณกรรมที่เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอาจถูกเรียกว่าเป็น social novel แทนที่จะเป็น political novel เช่น เรื่องของกรรมกรที่อยากซื้อไข่ แต่ซื้อไม่ได้ กลับได้แต่ผงชูรสมาแทน ซึ่งก็ถือเป็นประเด็นทางการเมือง เป็นต้น นอกจากนี้ คุณสุชาติ ยังแนะนำให้อ่านเรื่อง “เมืองนิมิตร” ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ และเรื่อง “ดำรงประเทศ” ของ เวทางค์ (เรืออากาศโททองอิน บุณยเสนา) รวมถึงวรรณกรรมต่างประเทศที่แปลเป็นไทย เช่น 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลส์ และ ฟาเรนไฮต์ 451ของ เรย์ แบรดบิวรี ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่พูดถึงสังคมดิสโทเปีย (dystopia) เป็นต้น

ทั้งนี้ คุณสุชาติให้ความเห็นว่า การเขียนคือการให้พื้นที่แก่คนเขียน พื้นที่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือพื้นที่ของเสรีภาพ ใจของคนทำงานศิลปะต้องมี จิตสำนึกขบถ คือต้องทำในสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน คนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างก็ต้องหาพื้นที่ของตัวเองให้พบ และแสดงออกโดยการทำงานศิลปะ เพราะศิลปะวางตัวอยู่ในที่ซ่อน ต้องเข้าไปหา หากพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่ของอำนาจนิยม การผูกขาด ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับคนที่มีความฝัน แต่กระนั้นตนก็ยังมีความหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะดีขึ้น และคนรุ่นใหม่เป็นส่วนสำคัญของอนาคต

คุณวชิระ อภิปรายว่าในฐานะที่ตนเป็นบรรณาธิการ อยากเรียกร้องเสรีภาพในการเขียน ให้นักเขียนเสรีภาพเต็มที่ จะเขียนตัวละครผิดศีลธรรมก็ได้ จะเขียนเรื่องที่หมิ่นเหม่มาตรฐานสังคมก็ได้ โดยตนจะพิจารณาว่าเรื่องนั้น ๆ ต้องมีความคิดริเริ่ม (originality) ความหลากหลาย และความเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน โดยที่เรื่องของภาษาจะนำมาพิจารณาเป็นลำดับสุดท้าย เพราะถ้าความคิดดี ภาษาแย่ บรรณาธิการก็ยังพอช่วยได้

รองศาสตราจารย์ทวีศักดิ์ อภิปรายถึงประเด็นวรรณกรรมน้ำนิ่ง น้ำเน่า และวรรณกรรมสร้างสรรค์โดยอ้างถึงความคิดของ รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิดา ดิถียนต์ (ว. วินิจฉัยกุล) ที่กล่าวว่าวรรณกรรมมี 2 แนวทาง คือ แนวสร้างสรรค์ และ แนวยอดนิยม ทั้งนี้ วรรณกรรมแนวยอดนิยมขายได้ดีเพราะถูกใจตลาด แต่วรรณกรรมแนวสร้างสรรค์ได้รางวัล ไม่ได้เงินมาก เพราะไม่ถูกใจตลาด ทำอย่างไรที่นักเขียนจะสร้างวรรณกรรมออกมาให้ได้ทั้งเงินทั้งรางวัล จึงนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายพอสมควร

กิจกรรมการเสวนา นานาทัศนะ “พัทยา” นวนิยายการเมืองกับสังคมไทย นอกจากจะให้ความรู้ถึงการค้นพบและการตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง พัทยา ของดาวหาง มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นหนังสือที่หาอ่านยากในอดีต และการตีพิมพ์ใหม่นี้ช่วยให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้มีโอกาสอ่านและรู้จักงานเขียนของดาวหางมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังชวนให้ผู้ฟังการเสวนาครุ่นคิดถึงความสำคัญของวรรณกรรมสร้างสรรค์ต่อการกระตุ้นความคิดและยกระดับสังคม วรรณกรรมไม่ควรจำกัดอยู่แค่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ตีรันฟันแทง แต่ควรมีเนื้อหาที่ให้สติปัญญาและความรู้แก่ผู้อ่าน รวมไปถึงข้อคิดต่าง ๆ เช่น การสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นเรื่องของการต่อสู้กับตัวเอง และต้องมีความจริงจังและยืนหยัดในระยะยาว การมีเสรีภาพและสวัสดิการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทำงานศิลปะ เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง การทำวิจัยและสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับวรรณกรรมไทยเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามและความอดทน และอาจต้องใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ ความสำคัญของบรรณาธิการที่มีส่วนอย่างมากต่อการสืบค้นและเผยแพร่งานเขียนที่มีคุณค่า และช่วยให้วรรณกรรมไทยมีการพัฒนาต่อไป และยังมีคำแนะนำสำหรับผู้ฟังที่เป็นนักศึกษาในการศึกษาวรรณกรรมว่า ควรเริ่มต้นจากสิ่งที่ชอบและค่อย ๆ พัฒนาไปสู่สิ่งที่ไม่คุ้นเคยเป็นแนวทางที่ดีในการอ่านและทำความเข้าใจวรรณกรรม

สิ่งสำคัญที่สุดของการสร้างสรรค์วรรณกรรม คือ การตั้งคำถามและการขบถต่อสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต

เรียบเรียง โดย ชัยจักร ทวยุทธานนท์ กรรมการสมาคมศิษย์เก่าฯ และศิษย์เก่า รุ่นที่ 22

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *